Home » กลยุทธ์ธุรกิจ » 5 กลยุทธ์สู่ความสำเร็จทางธุรกิจ

5 กลยุทธ์สู่ความสำเร็จทางธุรกิจ

%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%88%e0%b8%97%e0%b8%b2



บริษัท PwC Consulting ร่วมกับ Strategy& เปิดตัวหนังสือ Strategy That Works เพื่อช่วยภาคธุรกิจทั่วโลกลดช่องว่างการนำแผนกลยุทธ์ไปปฏิบัติ (Strategy-to-execution gap) ให้เกิดผลสำเร็จ 5 ขั้นตอน ชี้ผู้ประกอบการไทยต้องหัดคิดนอกกรอบ หาจุดยืน ฟื้นจุดแข็งในตลาดให้ได้ ชี้อย่าเน้นคว้าโอกาสทางธุรกิจที่มากเกินไปจนทำให้เขว และไม่ลดค่าใช้จ่ายจนโตต่อไม่ได้ ชูแบรนด์ดัง Apple,  Zara และ IKEA ทำกลยุทธ์ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

นางปิ่นประดับ โชติประสิทธิ์ ผู้อำนวยการ Strategy& บริษัท PwC Consulting (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า บริษัททั่วโลกหลายแห่งกำลังประสบปัญหาการนำแผนกลยุทธ์ไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จได้จริงในธุรกิจของตนเอง โดยผลสำรวจพบว่า ผู้บริหารทั่วโลกกว่า 50% จาก 4,400 คนไม่มีกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะนำพาบริษัทไปสู่ความสำเร็จ ขณะที่เกือบทั้งหมดระบุว่า พลาดโอกาสสำคัญๆทางธุรกิจในตลาด ดังนั้น Strategy& ภายใต้เครือข่าย PwC จึงจัดทำหนังสือ Strategy That Works โดยสำนักพิมพ์ Harvard Business Review Press และเขียนโดย นาย พอล ไลน์วัน ผู้อำนวยการบริษัท PwC’s Strategy& และ นาย ซีซาร์ เมนาร์ดี อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท Strategy& เพื่อหาคำตอบให้กับปัญหาเหล่านี้

ทั้งนี้ หนังสือ Strategy That Works ได้รวบรวมผลสำรวจที่น่าสนใจไว้มากมาย อาทิ เช่น มีผู้บริหารเพียง 8% เท่านั้นที่เชื่อว่าธุรกิจของตนมีความสามารถทั้งในการวางแผนกลยุทธ์และการนำมาปฏิบัติจริง ในขณะที่บริษัทส่วนใหญ่ยังยึดติดกับการพัฒนาธุรกิจแบบเดิมๆ เช่น การลงทุน กระจายความเสี่ยง หรือไขว่คว้าหาโอกาสที่หลากหลายเกินไป จนหาจุดแข็งของตัวเองไม่เจอ หรือแม้กระทั่งการตั้งเป้าหมายของบริษัทที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและไม่ชัดเจน จนเป็นสาเหตุทำให้หลายบริษัทขาดทุน พลาดโอกาสทางธุรกิจ และกลายเป็นบริษัทที่ไม่มีความสามารถในการสร้างความแตกต่างออกจากคู่แข่งนั่นเอง

ดังนั้น ในหนังสือ Strategy That Works จึงเผยถึง 5 ขั้นตอนเพื่อลดช่องว่างการนำแผนกลยุทธ์ไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จได้จริงไว้ ดังต่อไปนี้

1.ยึดมั่นในเอกลักษณ์และตัวตนของธุรกิจ (Commit to an identity) บริษัทต้องหาจุดเด่นของตนเอง และต้องมีความสามารถในการใช้จุดเด่นของตนในการสร้างความแตกต่างให้เหนือคู่แข่ง ที่สำคัญไปกว่านั้น คือ ต้องไม่วิ่งตามทุกโอกาสหรือขยายตลาดไปในธุรกิจที่ตนไม่มีความชำนาญ หรือ ไม่มีโอกาสที่จะชนะ

2.ทำให้ทฤษฎีกลายเป็นการปฏิบัติ (Translate the strategic into the everyday) ผู้ประกอบการต้องรู้จักพัฒนาและเชื่อมต่อขีดความสามารถต่างๆ ขององค์กร อาทิ เช่น กระบวนการ เครื่องไม้เครื่องมือ ทักษะ ความรู้ของแต่ละหน่วยงานเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดการทำงานที่ต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยไม่ยึดติดกับการวัดผลและเปรียบเทียบวิธีการปฏิบัติกับองค์กรที่สามารถทำได้ดีกว่า

3.ใช้วัฒนธรรมองค์กรให้เกิดประโยชน์ (Put your culture to work) ทำความเข้าใจ ส่งเสริม และใช้ประโยชน์จากวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเพื่อเสริมจุดแข็งให้กับธุรกิจ อีกทั้งสื่อสารให้คนในองค์กรนำไปปฏิบัติและเข้าใจเป้าหมายเดียวกัน แทนการเปลี่ยนแปลง

4.ลดค่าใช้จ่ายเพื่อโตต่อ (Cut costs to grow stronger) รู้จักบริหารต้นทุนอย่างฉลาด โดยเลือกลงทุนในสิ่งที่มีความสำคัญต่อบริษัท เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งทางธุรกิจ และลดค่าใช้จ่ายอื่นๆที่ไม่จำเป็น

5.กำหนดอนาคตของตนเอง (Shape your future) พัฒนาขีดความสามารถของธุรกิจตนอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงหาวิธีใหม่ๆ ในการขยายตลาด และตระหนักถึงการตอบสนองความต้องการลูกค้า แทนที่จะตอบสนองการแข่งขันกับคู่แข่งหรือตลาดเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ หนังสือเล่มนี้ยังได้ยกกรณีศึกษาที่น่าสนใจในการนำกลยุทธ์ทางธุรกิจของแบรนด์ระดับโลก อาทิ Apple , Amazon, IKEA และ Zara มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการนำแนวคิดนอกกรอบมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจตน ยกตัวอย่างเช่น Apple ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่บริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์ทั่วไป แต่มุ่งสร้างคุณค่าที่นำเสนอให้แก่ลูกค้า ผ่านการลงทุนด้านนวัตกรรมและการออกแบบ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลก เช่น iPad และ Apple Watch ในขณะที่ผู้ผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ยักษ์ใหญ่ อย่าง IKEA เน้นการใช้กลยุทธ์ลดต้นทุนที่ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของสินค้า ระบบปฏิบัติการ และการให้บริการแก่ลูกค้า



 

ชี้ธุรกิจไทยเผชิญปัญหาลดต้นทุนจนเสียจุดยืน
สำหรับกรณีของภาคธุรกิจในประเทศไทยนั้น มีบริษัทไทยหลายแห่งที่ต้องการพัฒนาขีดความสามารถของตัวเองเพื่อขยายตลาดหรือรองรับการแข่งขันจากต่างประเทศ แต่ในทางปฏิบัติ กลับประสบปัญหาไม่เป็นไปตามแผนกลยุทธ์ที่วางไว้ เช่น บางบริษัทมุ่งเน้นแต่การลดต้นทุน ปิดสาขา หรือ ลดพนักงานในยามที่ผลประกอบการหรือภาวะทางเศรษฐกิจไม่ดี โดยไม่คำนึงว่าการลดต้นทุนทั้งองค์กรจนไม่เหลือเนื้อหนัง จะทำให้เสี่ยงต่อการพัฒนาศักยภาพและความสามารถหลักขององค์กร รวมถึงส่งผลกระทบต่อการสร้างจุดแข็งของบริษัทได้

นาง ปิ่นประดับ กล่าวสรุปว่า “สิ่งสำคัญประการแรกที่ผู้ประกอบการต้องทำ คือ การสร้างเอกลักษณ์ให้กับตัวธุรกิจ โดยต้องรู้จุดแข็ง และพัฒนาความสามารถเฉพาะที่ไม่เหมือนกับคู่แข่ง จากนั้นส่งเสริมการสร้างวัฒนธรรมองค์กรผ่านการสื่อสารเป้าหมายและกลยุทธ์ที่ชัดเจนให้กับพนักงาน เพื่อสร้างแรงกระตุ้นและความเชื่อมั่น ในยามที่เศรษฐกิจชะลอตัว ผู้บริหารไม่ควรหวั่นไหวในการบริหารต้นทุน ไม่ลดงบลงทุนในสิ่งที่สำคัญกับการเติบโตของบริษัท สุดท้ายคือมองไปข้างหน้า พัฒนาศักยภาพและขยายตลาดบนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่ไล่ตามทุกโอกาสทางธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากรู้ว่าตนไม่มีความชำนาญ หรือไม่รู้จักตลาดนั้นๆ เพียงพอ”

ขอบคุณข้อมูลจาก PWC Thailand

The following two tabs change content below.

SMELeader Reporter

สายเหยี่ยวข่าวในวงการธุรกิจ SME โปรดอย่าลืมกด Like Fanpage เพื่อคุณจะไม่พลาดข่าวสารจากเรา

กด Like ! แล้วคุณจะอินไซด์

Leave a Reply