Home » จุดประกาย » “ธุรกิจมาแรง 2018” รู้ก่อนรวยก่อน

“ธุรกิจมาแรง 2018” รู้ก่อนรวยก่อน

ธุรกิจมาแรง2018
ธุรกิจมาแรง2018

รวมบทวิเคราะห์ธุรกิจมาแรง ปี 2018
แนวโน้ม 11 ธุรกิจจากสถาบันวิจัยธุรกิจชั้นนำของไทย

 

  • ผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสสำเร็จรูป

การขยายตัวของสังคมเมือง และชีวิตที่เร่งรีบมากขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคไทยยุคใหม่เริ่มหันมาใช้เครื่องปรุงรสประกอบอาหารสำเร็จรูปมากขึ้น เนื่องจากสามารถตอบโจทย์ในเรื่องความสะดวกสบาย และประหยัดเวลาได้ดี และต้องมาพร้อมกับการดูแลสุขภาพด้วย  ซึ่งนอกจากจะเป็นการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพแล้ว ยังเป็นการเตรียมรับมือกับการกำกับดูแลตลาดอาหารและเครื่องดื่มจากภาครัฐที่มีแนวโน้มเข้มงวดมากขึ้นอีกด้วย

 

  • ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ



อาหารฟาสต์ฟู้ดเพื่อสุขภาพ, ของว่างอัดแท่ง, อาหารสำเร็จรูป, อาหารกึ่งสำเร็จและผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปแช่เย็น/แช่แข็งที่สามารถนำมาประกอบอาหารได้อย่างง่ายดาย รวมถึงผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่ผ่านการปรุงแต่งน้อย

เครื่องดื่มพร้อมดื่มที่มีคุณประโยชน์หลากหลาย ทั้งช่วยดับกระหาย บำรุงกำลังและเสริมสร้างสุขภาพร่างกาย เช่น นํ้าดื่มบรรจุขวด นํ้าผักผลไม้ นํ้าสมุนไพร และเครื่องดื่มชูกำลัง ที่มีความเป็นฟังก์ชันนัลดริงก์มากขึ้น  เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทเพื่อสุขภาพ เช่น คราฟต์เบียร์ และไวน์เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้บริโภคชนชั้นกลางระดับบนยังมีความต้องการอาหารและเครื่องดื่มพรีเมียมที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพดีหรือมีกระบวนการผลิตที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง  เพื่อเป็นการรับประกันคุณค่าทางอาหารที่จะได้รับและช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์อีกทางหนึ่ง

 

  • วิตามินและผลิตภัณฑ์อาหารเสริม

การใส่ใจดูแลสุขภาพของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป โดยหันมาให้ความสำคัญในการดูแลเชิงป้องกันและเสริมสร้างความแข็งแรงของร่างกายมากขึ้น นอกจากนี้ด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปตามการขยายตัวของ Urbanization ใช้ชีวิตที่เร่งรีบ เวลาในการทำ อาหารทานเองน้อยลง ต้องสรรหาวิตามินและอาหารเสริมมาทานมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายยังคงได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ ประกอบกับปัจจุบันผู้บริโภคสามารถหาซื้อวิตามินและผลิตภัณฑ์อาหารเสริมได้สะดวกมากขึ้นจากหลากหลายช่องทาง อาทิ ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายยา ตัวแทนขายตรง รวมถึงช่องทางออนไลน์ ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ล้วนส่งผลให้ภาพรวมของตลาดวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในประเทศมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น

 

  • บริการการดูแลสุขภาพจากภายในและภายนอก

ตัวอย่างการบริการดูแลสุขภาพจากภายใน เช่น บริการการให้คำปรึกษาด้านโภชนาการที่ดีต่อสุขภาพ ความสมบูรณ์ของร่างกายและจิตใจ การแพทย์เชิงป้องกันเฉพาะบุคคล รวมถึงอาหารเสริมและยารักษาโรคทางเลือก เป็นต้น ในขณะที่การบริการดูแลสุขภาพจากภายนอกจะมีตัวอย่างที่พบเห็นได้บ่อย เช่น ธุรกิจด้านความงามและการชะลอวัย บริการสปาและองค์ประกอบ รวมถึงการท่องเที่ยวแบบ Wellness Tourism

โดยการเติบโตดังกล่าวมีปัจจัยสนับสนุนหลัก 3 ประการ ประการแรกคือ การขยายตัวของชนชั้นกลางทั่วโลกที่มีระดับรายได้ที่สูงขึ้นซึ่งให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวมากขึ้นด้วย ประการที่สองคือ ผู้บริโภคทั่วโลกหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพของตนเองมากขึ้น ซึ่งถูกกระตุ้นจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases, NCDs) และความเครียดจากการทำงาน  และสุดท้ายคือเทรนด์การท่องเที่ยวที่นิยมการสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ในแหล่งท่องเที่ยวมากกว่าการท่องเที่ยวแบบดั้งเดิม

 

  • ธุรกิจสถานเสริมความงาม (ผิวพรรณ รูปร่างและพัฒนาบุคลิกภาพ)

การมีบุคลิกภาพที่ดี รูปร่างหน้าตาที่พึงพอใจ ล้วนเป็นการเสริมสร้างความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันให้แต่ละคนเป็นอย่างมาก ดังนั้นความต้องการดูดีทันสมัยและชะลอความแก่ตามวัย จึงกลายมาเป็นความต้องการของผู้คนในสังคม โดยเฉพาะในสังคมเมือง โดยกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่น วัยทำงาน ผู้ที่ต้องการดูแลรูปร่างหน้าตา (เพื่อความสวยงามและรักษาโรค)ผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ บุคลิกภาพ กลุ่มนี้มีความเต็มใจที่จะจ่ายสูงมาก หากได้รับความพึงพอใจเรื่องของความงามและความมั่นใจในการออกไปสู่สังคม

 

  • ธุรกิจรับสร้างบ้านครบวงจร

ตลาดรับสร้างบ้านในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีแนวโน้มที่จะเติบโตได้ในอนาคต จากปัจจัยสนับสนุนต่างๆ ทั้ง 1) ที่ดินว่างเปล่าในกรุงเทพฯ ที่ยังเหลืออยู่อีกมาก โดยเฉพาะใน 10 เขตพื้นที่ที่อยู่อาศัยหลัก และ 2) การใช้จ่ายเพื่อรีโนเวทบ้านที่คาดว่าจะขยายตามจำนวนบ้านที่มีอายุเกินกว่า 30 ปี ซึ่งจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นถึง 3.1 แสนหลัง ในระหว่างปี 2018-2021



ทั้งนี้ การเลือก “สร้างบ้านเอง” นั้นมีจุดเด่นกว่าการซื้อบ้านในโครงการจัดสรร ตรงที่ผู้บริโภคสามารถมีอิสระในการออกแบบ ปรับแต่ง และเลือก รูปแบบบ้าน คุณภาพของวัสดุก่อสร้างรวมถึงทำเลที่ตั้งของบ้านได้ตามความต้องการ จึงไม่แปลกที่ปริมาณบ้านสร้างเองในกรุงเทพฯ และปริมณฑลโดยเฉลี่ยจะมีจำนวนราว 2 หมื่นหลังต่อปี ซึ่งมากกว่าปริมาณก่อสร้างบ้านในโครงการจัดสรรราว 8 พันหลังต่อปี ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

นอกจากตลาดรับสร้างบ้านในกรุงเทพฯ และปริมณฑลแล้ว ผู้ประกอบการควรพิจารณาการขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างจังหวัด โดยเฉพาะ หัวเมืองใหญ่ เช่น อุบลราชธานี, สระบุรี, นครศรีธรรมราช, พระนครศรีอยุธยา และประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีความต้องการที่จะสร้างบ้านเอง สะท้อนจากตัวเลขการขอใบอนุญาตก่อสร้างบ้านเดี่ยวรวมกันที่ขยายตัวต่อเนื่อง 3%CAGR ใน 5 ปีหลังสุด มาอยู่ที่ 1.5 ล้านตารางเมตร ในปี 2016 หรือคิดเป็น 8% ของทั้งประเทศ

 

  • ธุรกิจ Home Care

เป็นธุรกิจดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้สูงอายุในสังคมไทยที่นิยมอยู่บ้าน โดยที่ธุรกิจยังมีแนวโน้มพัฒนารูปแบบการให้บริการที่ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งการบริการพื้นฐานที่ดูแลด้านสุขภาพไปสู่การบริการที่ครบวงจร ซึ่งรูปแบบธุรกิจแบบแฟรนไชส์เป็นการขยายธุรกิจที่น่าสนใจ เนื่องจากใช้เงินลงทุนต่ำ ให้ผลตอบแทนสูง และยังมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันไทยมีจำนวนผู้สูงอายุราว 11 ล้านคน หรือประมาณ 16% ของประชากรทั้งประเทศ และคาดว่าภายในปี 2031 จะเพิ่มขึ้นเป็น 19 ล้านคน หรือประมาณ 28% ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งนี้ จากผลสำรวจของอีไอซี พบว่าผู้สูงอายุกว่า 90% ต้องการอาศัยอยู่ในบ้านของตนเองหลังจากที่เกษียณอายุ และด้วยรูปแบบสังคมที่เปลี่ยนไป

 

  • ทัวร์สําหรับผู้สูงอายุ

นักท่องเที่ยวสูงอายุที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าวัยอื่นๆ พร้อมกับการเข้าสู่สังคมสูงอายุ ทำให้เป็นกลุ่มตลาดที่น่าจับตามองสำหรับธุรกิจท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวสูงอายุมีกำลังซื้อและเวลาว่าง ซึ่งเป็นโอกาสให้กับธุรกิจท่องเที่ยว ทั้งนี้ สองกลุ่มหลักที่มีศักยภาพ คือ นักท่องเที่ยวสูงอายุและผู้เกษียณอายุต่างชาติ ซึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวสูงอายุจะมีค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวต่อคนต่อทริปสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป นอกจากนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวสูงอายุที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลให้จำนวนผู้เกษียณอายุต่างชาติในไทยเพิ่มขึ้นตามอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ในปัจจุบันไทยสามารถขยายตลาดนักท่องเที่ยวเกษียณอายุต่างชาติที่มีศักยภาพ อาทิ สหราชอาณาจักร สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และ เยอรมนี เป็นต้น

 

  • ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับผู้สูงอายุ

อาทิ ธุรกิจอุปกรณ์ทางการแพทย์ ธุรกิจปรับปรุงที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุ และธุรกิจวัสดุก่อสร้าง จะได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของธุรกิจ home care โดยธุรกิจอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ในบ้านมีแนวโน้มเติบโตตามความต้องการการดูแลของผู้สูงอายุในชีวิตประจำวันที่เพิ่มขึ้น เช่น เครื่องวัดความดัน เครื่องวัดน้ำตาลในเลือด เตียง รถเข็น เป็นต้น อีกทั้งยังสามารถพัฒนาการผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้มีคุณภาพในระดับมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้สูงอายุมากขึ้น นอกจากนี้ ธุรกิจปรับปรุงที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุและธุรกิจวัสดุก่อสร้าง สามารถตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุที่นิยมอยู่บ้านได้ โดยการออกแบบผลิตภัณฑ์ ปรับปรุงรูปแบบบ้านให้สอดคล้องกับกายภาพและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกด้านการเคลื่อนไหวและให้ผู้สูงอายุมีความปลอดภัยมากขึ้น

 

  • บรรจุภัณฑ์กระดาษ

จากเศรษฐกิจภายในประเทศที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและภาคการส่งออกที่มีแนวโน้มขยายตัว โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าในหมวดอิเล็กทรอนิกส์และอาหารแปรรูป ทำให้ความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษสำหรับบรรจุหรือลำเลียงสินค้ามีแนวโน้มเติบโตตามไปด้วย  ซึ่งประเทศจีนมีแนวโน้มนำเข้าผลิตภัณฑ์กระดาษจากไทยเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกระดาษคราฟท์ที่ใช้สำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษ และแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์และธุรกิจ E-Commerce ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง  จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมานิยมเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษสูงขึ้น

 

  • ผลิตภัณฑ์ความงามจากข้าว

มีแนวโน้มเติบโตสูง ตามการเติบโตของมูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์ความงามของไทยที่เพิ่มขึ้นถึง 8% ต่อปีในช่วงปี 2011-2016 และจะมีมูลค่าสูงถึงราว 1.3 แสนล้านบาทในปี 2020 โดยมูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมีสัดส่วนสูงถึง 75% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์ความงามทั้งหมด รองลงมาคือกลุ่มเครื่องสำอาง 22% ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับใบหน้าในกลุ่มเครื่องสำอาง โดยเฉพาะแป้งมีมูลค่าตลาดสูงถึง 4.4 พันล้านบาทในปี 2016 ปัจจุบันไทยสามารถผลิตแป้งฝุ่นและแป้งอัดแข็งจากแป้งข้าวเจ้าได้ มีความปลอดภัย สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ และสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคที่นิยมใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติปลอดสารเคมีมากขึ้น  ไทยยังสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจากการพัฒนาสเต็มเซลล์จากข้าวหลายสายพันธุ์ เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวไรซ์เบอรี่ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดริ้วรอยและมีราคาถูกกว่าครีมสเต็มเซลล์จากต่างประเทศราว 7 เท่า อีกทั้งยังเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในทวีปเอเชีย อเมริกาเหนือ ออสเตรเลียและยุโรป ตามเทรนด์การชะลอวัยที่เป็นที่นิยมมากขึ้น



 

แหล่งข้อมูลอ้างอิงจาก
– EIC SCB
– KSMEAnalysis
– GSB Research

The following two tabs change content below.

กด Like ! แล้วคุณจะอินไซด์

Leave a Reply