fbpx
Home » การพัฒนาตนเอง » จับตาการส่งออกไทยไป EU ปี’58 หลังสิ้นสุด GSP ท้าทายการปรับตัวของธุรกิจ SMEs
จับตาการส่งออกไทยไป EU ปี’58 หลังสิ้นสุด GSP ท้าทายการปรับตัวของธุรกิจ SMEs
จับตาการส่งออกไทยไป EU ปี’58 หลังสิ้นสุด GSP ท้าทายการปรับตัวของธุรกิจ SMEs

จับตาการส่งออกไทยไป EU ปี’58 หลังสิ้นสุด GSP ท้าทายการปรับตัวของธุรกิจ SMEs


จับตาการส่งออกไทยไป EU ปี’58 หลังสิ้นสุด GSP ท้าทายการปรับตัวของธุรกิจ SMEs

จับตาการส่งออกไทยไป EU ปี’58 หลังสิ้นสุด GSP
ท้าทายการปรับตัวของธุรกิจ SMEs

สหภาพยุโรป (EU) เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทยที่มีกำลังซื้อสูง สามารถจำหน่ายสินค้าได้หลากหลายชนิดในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งในปี 2558 นี้เป็นปีที่ผู้ประกอบการ SMEs ไทยต้องเผชิญโจทย์สำคัญ 3 ด้าน ซึ่งอาจฉุดกำลังซื้อของ EU คือ การพลิกฟื้นเศรษฐกิจ EU ที่เปราะบางอย่างมาก ผสานกับการแข็งค่าของเงินบาทต่อเงินยูโรทำให้สินค้าไทยเสียเปรียบคู่แข่งสินค้าไทยอย่าง เงินด่องของเวียดนามและค่าเงินรูเปี๊ยะห์ของอินโดนีเซีย อีกทั้งยังเป็นจังหวะเวลาเดียวกับที่ไทยถูกตัดสิทธิ GSP ทุกรายการสินค้าจาก EU ประเด็นดังกล่าวยิ่งเพิ่มภาระต้นทุนจากค่าเงินและอัตราภาษีที่เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 3-4 ทำให้สินค้าไทยอาจแข่งขันทางด้านราคาลำบากมากขึ้น

จับตาการส่งออกไทยไป EU ปี’58 หลังสิ้นสุด GSP ท้าทายการปรับตัวของธุรกิจ SMEs
สินค้า SMEs ที่ถูกตัดสิทธิ GSP จาก EU ต้องรับภาระต้นทุนสูงขึ้นราวร้อยละ 2.9

การที่สินค้าไทยถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป หรือ GSP (Generalised System of Preferences) จาก EU ทุกรายการสินค้าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 ทำให้สินค้าไทยที่เข้าสู่ EU มีราคาเพิ่มขึ้นจากการกลับมาเก็บภาษีในอัตราปกติ หรือ MFN (Most Favoured Nation) นั่นหมายความว่าสินค้าไทยอาจแข่งขันทางด้านราคาลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะกับประเทศที่ยังได้รับสิทธิ GSP จาก EU อาทิ เวียดนาม กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ และอินโดนีเซีย เป็นต้น

จับตาการส่งออกไทยไป EU ปี’58 หลังสิ้นสุด GSP ท้าทายการปรับตัวของธุรกิจ SMEs
เมื่อต้นปี 2557 สินค้าไทยบางรายการได้ถูกตัดสิทธิ GSP จาก EU ไปแล้ว ซึ่งอยู่ในกลุ่มเนื้อปลาแปรรูป อาหารแปรรูป เครื่องดื่ม อัญมณีและเครื่องประดับ ขณะที่สินค้ารายการสำคัญที่ยังใช้สิทธิและกำลังจะถูกตัดสิทธิในปี 2558 ได้แก่ ยานยนต์ขนส่ง เครื่องปรับอากาศชนิดติดผนัง/หน้าต่าง เลนส์แว่นตา ยางนอกรถยนต์ เครื่องปรับอากาศแบบไม่มีหน่วยทำความเย็น เครื่องปรับอากาศแบบทำความร้อนและความเย็น รถจักรยานยนต์ขนาด 500-800cc และถุงมือยาง เป็นต้น โดยในภาพรวมแล้วสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิ GSP คิดเป็นร้อยละ 39 ของการส่งออกไปยัง EU ทั้งหมด และการส่งออกสินค้าภายใต้สิทธิ GSP ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2557 มีมูลค่า 6,724 ล้านดอลลาร์ฯ ลดลงร้อยละ 1.69 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การหดตัวดังกล่าวไม่เพียงตอกย้ำความอ่อนแรงของตลาด EU ยังทำให้ตระหนักว่าสินค้าไทยแม้ได้รับสิทธิ GSP ก็เริ่มสูญเสียศักยภาพทางการแข่งขันไปบ้างแล้วในเวลานี้

จับตาการส่งออกไทยไป EU ปี’58 หลังสิ้นสุด GSP ท้าทายการปรับตัวของธุรกิจ SMEs
ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะ SMEs ที่เคยได้รับสิทธิ GSP จาก EU
ต้องเร่งปรับตัวเพื่อต้านทานการแข่งขันในระยะข้างหน้า

สินค้ากลุ่มที่ได้รับผลกระทบมาก อาทิ กลุ่มเครื่องนุ่งห่มและรองเท้า อาหารทะเลแปรรูปขั้นต้น และอาหารแปรรูป เป็นสินค้าที่สิทธิ GSP ช่วยลดภาระภาษีให้แก่ผู้ประกอบการอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา การกลับมาเสียภาษีในอัตราปกติจึงเพิ่มภาระทางภาษีแบบก้าวกระโดดส่งผลอย่างมากต่อผู้ประกอบการ ประกอบกับต้องแข่งกับสินค้าจากประเทศที่ได้รับสิทธิ GSP ที่ผลิตสินค้าชนิดเดียวกันและได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคใน EU ทำให้สินค้าไทยมีแนวโน้มจะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดไปได้อย่างรวดเร็ว

สินค้ากลุ่มที่ได้รับผลกระทบปานกลางถึงน้อย ประกอบด้วยยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศ/ส่วนประกอบ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ มอเตอร์ไฟฟ้า เครื่องเปลี่ยนไฟฟ้า เตาอบ และเลนส์ เป็นกลุ่มที่การกลับมาเก็บภาษีปกติเป็นอัตราที่ไม่สูงไปกว่าอัตราที่เคยเสียภายใต้สิทธิ GSP เท่าใดนัก และสินค้าไทยยังมีศักยภาพโดดเด่นในการทำตลาด กระนั้น สินค้าอย่างยางพาราและผลิตภัณฑ์อาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยด้านราคาที่ถูกกดดันจากแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกส่งผลเชิงลบต่อผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ ในปี 2558 ที่เป็นรอยต่อของการสิ้นสุดสิทธิ GSP ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทันทีเมื่อไทยต้องกลับไปถูกเรียกเก็บภาษีศุลกากรในอัตราปกติ (MFN) จะทำให้ผู้ประกอบการไทยสูญเสียสิทธิประโยชน์ทางภาษีคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 252 ล้านดอลลาร์ฯ เมื่อเปรียบเทียบกับในช่วงที่เคยเสียภาษีในอัตราพิเศษภายใต้สิทธิ GSP หรือคิดเป็นอัตราภาษีที่ต้องเสียเฉลี่ยร้อยละ 2.9 ในกลุ่มสินค้าที่ไทยเคยส่งออกภายใต้สิทธิ GSP

ธุรกิจไทยที่มีสาขาในต่างประเทศควรเชื่อมโยงห่วงโซ่ธุรกิจ ขณะที่ธุรกิจในประเทศโดยเฉพาะ SMEs ต้องวางแผนบริหารจัดการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ในช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทยรายใหญ่ได้รุกขยายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม ซึ่งยังได้รับสิทธิ GSP จาก EU และมีต้นทุนค่าจ้างแรงงานในระดับต่ำ เอื้ออานิสงส์ทั้งการผลิตและส่งออกต่อ และสามารถจำหน่ายในประเทศดังกล่าวได้อีกทางหนึ่ง ขณะที่นักลงทุนต่างชาติก็เล็งเห็นโอกาสนี้เช่นกันนั่นอาจทำให้ไทยต้องสูญเสียเม็ดเงินลงทุนต่างชาติและสูญเสียห่วงโซ่การผลิตที่เกี่ยวเนื่องอย่างน่าเสียดาย ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า แนวทางการปรับตัวของธุรกิจไทย อาจสามารถทำได้โดย

จับตาการส่งออกไทยไป EU ปี’58 หลังสิ้นสุด GSP ท้าทายการปรับตัวของธุรกิจ SMEs
กรณีที่ธุรกิจไทยมีสาขาการผลิตในต่างประเทศ น่าจะให้ความสำคัญกับการขยายห่วงโซ่ธุรกิจในประเทศไทยควบคู่กันไป เพื่อเสริมให้ธุรกิจเดิมมีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยการจัดตั้งเป็นกิจการการค้าระหว่างประเทศ (International Trading Centers: ITC) เพิ่มบทบาทจากการเป็นผู้ผลิตไปเป็นผู้รวบรวมสินค้าที่ผลิตจากประเทศเพื่อนบ้านแล้วทำการส่งออกไปยัง EU ซึ่งในกรณีนี้ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินธุรกิจในเขตคลังสินค้าทัณฑ์บนเพื่อให้สินค้าที่จะทำการส่งออกต่อไปยัง EU ยังคงมีถิ่นกำเนิดจากประเทศที่ได้สิทธิ GSP จาก EU หรือ การจัดตั้งกิจการสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ (International Headquarters: IHQ) เพื่อดูแลกิจการหรือสาขาการผลิตในต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งจะยังมีส่วนเสริมให้ธุรกิจเกี่ยวเนื่องได้ประโยชน์ตามมาโดยเฉพาะธุรกิจโลจิสติกส์ และสร้างการจ้างแรงงานในภาคบริการตามมา โดยตัวอย่างที่เห็นชัดเจนจะเป็นธุรกิจต่างชาติรายใหญ่ของญี่ปุ่น สหรัฐฯ และสิงคโปร์ ที่มีฐานการผลิตกระจายตัวอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านของไทย จึงต้องมีศูนย์รวมการขนส่งสินค้าหรือศูนย์บริหารจัดการธุรกิจเครือข่ายของตน และประเทศไทยมีความพร้อมที่จะให้การสนับสนุนกิจการดังกล่าว

โดยการจัดตั้งธุรกิจ ITC และ IHQ ข้างต้นได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ตามหลักเกณฑ์ใหม่ที่เริ่มบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม 2558 อันจะได้รับสิทธิประโยชน์ในการลดภาษี อาทิ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีการนำเข้าวัตถุดิบ ภาษีเครื่องจักร นอกจากนี้ ภาครัฐบาลไทยมีแผนเตรียมผ่อนเกณฑ์ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับธุรกิจดังกล่าว เพื่อให้มีความสะดวกใกล้เคียงกับการลงทุนจัดตั้งกิจการในประเทศสิงคโปร์ โดยจะได้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีธุรกิจเพิ่มเติม อาทิ ภาษีกำไร ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีรายได้ เป็นต้น ซึ่งรายละเอียดจะเป็นไปตามกฎเกณฑ์ใหม่ที่คาดว่าจะบังคับใช้ได้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2558

จับตาการส่งออกไทยไป EU ปี’58 หลังสิ้นสุด GSP ท้าทายการปรับตัวของธุรกิจ SMEs

กรณีที่ธุรกิจไทยมีฐานการผลิตในประเทศไทยโดยเฉพาะ SMEs แม้ว่าไทยจะถูกตัดสิทธิ GSP จาก EU แต่สินค้าไทยยังมีโอกาสได้รับการยกเว้นภาษีภายใต้นโยบาย Suspension ซึ่งจะได้รับสิทธิเมื่อผู้นำเข้าในฝั่ง EU ทำเรื่องขออนุญาตนำเข้าต่อหน่วยงานตัวแทนของ European Commission ที่ตั้งอยู่ในแต่ละประเทศสมาชิก EU โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสินค้าไทยที่น่าสนใจมี 2 กรณี ที่สำคัญ คือ

1) สิทธิพิเศษทางภาษีสำหรับสินค้าอุตสาหกรรมภายใต้ข้อกำหนด “Autonomous Tariff Suspensions” เป็นช่องทางที่ถูกกล่าวถึงบ่อยครั้งในเวลานี้ โดยให้สิทธิเฉพาะสินค้าวัตถุดิบ สินค้าขั้นกลาง หรือสินค้าที่ EU ขาดแคลนเท่านั้น โดยจะได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีลดจากอัตราปกติหรือไม่ต้องเสียภาษี ที่ให้เป็นการชั่วคราวหรือถาวร และสมาชิก EU สามารถยื่นเรื่องขอสิทธิให้แก่สินค้ารายการอื่นนอกเหนือจากรายการในบัญชีที่ระบุไว้ได้หากสินค้าเป็นไปตามกฎเกณฑ์ ทั้งนี้ สินค้าที่อยู่ในบัญชีที่ได้รับสิทธิดังกล่าวมีลักษณะเฉพาะเจาะจงลงลึก HS Code 8 หลัก ครอบคลุมเกือบทุกหมวดสินค้า ซึ่งจะเอื้ออานิสงส์ต่อกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมไทยบางรายการให้ยังมีโอกาสขอสิทธิดังกล่าว ยกเว้นสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปที่แม้จะไทยมีศักยภาพแต่ส่วนใหญ่จะไม่ได้สิทธิ เนื่องจาก เป็นรายการยกเว้น ประกอบด้วย หมวดสิ่งมีชีวิตและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ (HS 01-05) ผลิตภัณฑ์จากพืช (HS 06, 09-14) อาหารปรุงแต่งจากสัตว์น้ำ (HS 16) เครื่องดื่ม กากอุตสาหกรรมอาหาร ยาสูบ (HS 22 -24) ผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรม (HS 30) เครื่องสำอาง (HS 33) เครื่องหนัง (HS 42-43) ไม้และเยื่อไม้ (HS 44-49) เส้นใยกระดาษและพรม (HS 53,57) กลุ่มสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม (HS 60-67) ไข่มุก (HS 71) นิกเกิล ตะกั่ว สังกะสี (HS 75,78,79)

2) สิทธิยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าที่ได้ใบรับรองมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบิน (Goods Imported with Airworthiness Certificates) ที่ออกโดยองค์กรการบินของสมาชิก EU หรือองค์กรในประเทศที่ 3 (Third Country) เพื่อนำเข้ามาใช้เป็นชิ้นส่วน ส่วนประกอบ และสินค้าเกี่ยวเนื่องกับการผลิตในอุตสาหกรรมการบิน ตลอดจนกลุ่มอะไหล่ เพื่อการซ่อมบำรุงอากาศยาน โดยครอบคลุมสินค้าในหมวด HS 25-97 ซึ่งผู้ประกอบการไทยที่ผลิตสินค้าในกลุ่มนี้ หากสามารถปรับกระบวนการผลิตให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมการบินของ EU และเป็นไปตามข้อกำหนด ก็น่าจะมีโอกาสขอสิทธิได้เช่นกัน

จับตาการส่งออกไทยไป EU ปี’58 หลังสิ้นสุด GSP ท้าทายการปรับตัวของธุรกิจ SMEs
โดยสรุป… การส่งออกของไทยไป EU ในปี 2558 ต้องปรับตัวรับกับปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า นอกจากเรื่องของ GSP และต้องเตรียมรับมือกับโจทย์การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในระยะยาว

ปัญหาเศรษฐกิจ EU อ่อนแรงและปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า กดดันการส่งออกของสินค้าไทย หากพิจารณาถึงแนวโน้มการส่งออกของไทยไปยัง EU นั้น ประเด็น GSP อาจถือเป็นปัจจัยรอง ซึ่งช่วงเริ่มแรกที่ไทยถูกตัดสิทธิ GSP จาก EU ในปี 2558 สินค้าไทยยังมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำตลาดได้ และยังมีช่องทางอื่นที่ช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ในขณะที่ประเด็นที่สำคัญในเวลานี้คือ ทิศทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศ EU และทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทของไทยในปัจจุบันเมื่อเทียบกับยูโรที่แข็งค่าขึ้นถึงร้อยละ 23.45 จากต้นปี 2557 อันเป็นอัตราที่แข็งค่ากว่าสกุลเงินอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของไทยในตลาด EU ซึ่งทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยถดถอยลงกว่าประเทศอื่นโดยเฉพาะคู่แข่งที่ได้สิทธิ GSP ทั้งอินโดนีเซีย และเวียดนามที่เพิ่งประกาศลดค่าเงินด่องลงร้อยละ 1 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกสินค้าของเวียดนาม (วันที่ 7 มกราคม 2558)

จับตาการส่งออกไทยไป EU ปี’58 หลังสิ้นสุด GSP ท้าทายการปรับตัวของธุรกิจ SMEs
ดังนั้น จากสารพัดปัจจัยลบดังกล่าวทำให้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ผู้ประกอบการไทยไม่เพียงจะต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้าเพื่อรักษาตลาด EU เท่านั้น ยังต้องแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอีกประมาณร้อยละ 3-4 ที่เกิดจากอัตราภาษีและผลของค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในกลุ่มสินค้าวัตถุดิบขั้นต้นอาจได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เพราะมีความเสี่ยงที่ EU จะหันไปซื้อสินค้าจากประเทศอื่นที่มีราคาสินค้าต่ำกว่าได้โดยง่าย อาทิ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง ไก่แปรรูป อัญมณีและเครื่องประดับ เคมีภัณฑ์ อาหารทะเล เป็นต้น ขณะที่ผู้ประกอบการที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ จะได้รับผลกระทบน้อยกว่าด้วยโครงสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่งและมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการต้นทุนระหว่างประเทศจึงน่าจะปรับตัวได้มากกว่า อาทิ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ รถยนต์ เครื่องปรับอากาศและเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น

ในเวลานี้ ธุรกิจ SMEs ไทยจึงยากจะหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การส่งออกของไทยไป EU ในภาพรวมปี 2558 อาจจะขยายตัวเข้าใกล้กรอบล่างของประมาณการเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 0.5 (กรอบประมาณการขยายตัวร้อยละ 0.5-3.5) โดยลดลงจากที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.6 ในปี 2557 อีกทั้ง จะต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจและค่าเงินยูโรในระยะข้างหน้าหากทรุดตัวลงไปอีก อาจฉุดให้การส่งออกของไทยไป EU ปี 2558 หดตัวอย่างยากจะหลีกเลี่ยง

การแข่งขันที่เร่งตัวขึ้นในตลาด EU เป็นโจทย์ในระยะยาวที่ SMEs ต้องตระหนัก สินค้าไทยจะค่อยๆ ถูกช่วงชิงตลาดไปในระยะข้างหน้า ซึ่งในเวลานี้สินค้าจากประเทศที่ไม่ได้สิทธิ GSP เช่น มาเลเซีย และสิงคโปร์ก็ได้รับการตอบรับที่ดีจาก EU รวมถึงคู่แข่งของไทยมี FTA กับ EU หรือสินค้าที่ผลิตจากประเทศเพื่อนบ้านที่ยังได้สิทธิ GSP นั่นจะทำให้ประเทศเหล่านั้นมีประสิทธิภาพการผลิตและส่งออกสินค้าป้อน EU ได้มากขึ้น ตลอดจนในกรณีที่ผู้นำเข้า EU โยกย้ายคำสั่งซื้อจากไทยไปยังประเทศที่ผลิตสินค้าที่สร้างมูลค่าเพิ่มหรือตอบโจทย์เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปได้มากกว่า หรือมีต้นทุนการนำเข้าสินค้าต่ำกว่าทั้งจากผลของค่าเงินและผลของสิทธิทางภาษี GSP และหากผู้ประกอบการในไทยตัดสินใจย้ายฐานการผลิตออกจากไทย ยิ่งจะทำให้ไทยสูญเสียห่วงโซ่การผลิตและการจ้างงานในสาขาที่เกี่ยวเนื่อง จะยิ่งทำให้ไทยสูญเสียทั้งเม็ดเงินลงทุนและรายได้มากยิ่งขึ้น

จับตาการส่งออกไทยไป EU ปี’58 หลังสิ้นสุด GSP ท้าทายการปรับตัวของธุรกิจ SMEs

โดยต้องจับตาคู่แข่งสำคัญ ดังนี้

สินค้าที่ผลิตจากจีนจะกลายเป็นคู่แข่งที่ต้องจับตามากขึ้นในระยะ 1-2 ปี ในกรณีที่ถ้าจีนเร่งรัดเปิดเสรีการค้าระหว่างจีนกับสหภาพยุโรป (China-EU FTA) ได้ในระยะอันใกล้จะยิ่งเพิ่มโอกาสให้สินค้าจีน อาทิ เครื่องจักรและอุปกรณ์การขนส่ง อุปกรณ์การสื่อสาร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเสื้อผ้า เป็นต้น ทั้งนี้ ในปัจจุบันจีนอาศัยช่องทางเชื่อมโยงกับภูมิภาคยุโรปที่สำคัญคือ มี FTA กับประเทศไอซ์แลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ อันเป็นเสมือนใบเบิกทางสินค้าจากจีนสามารถทยอยเจาะตลาด EU ได้สะดวกมากขึ้น รวมทั้ง เส้นทางการขนส่งทางรถไฟสายใหม่ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นสายฉงชิ่ง-ซินเจียง-ยุโรป ที่เชื่อมจากใจกลางประเทศจีนตรงสู่ทวีปยุโรปใช้ระยะเวลาการขนส่งเพียง 15 วัน เอื้อให้สินค้าจีนในการทำตลาด EU ได้ด้วยความรวดเร็วและมีต้นทุนการขนส่งต่ำลง ขณะที่เส้นทางการขนส่งของไทยโดยเส้นทางทะเลไปยุโรปใช้เวลายาวนานกว่านั้น

สินค้าที่ผลิตจากประเทศที่ได้รับสิทธิ GSP จาก EU จะมีบทบาทสำคัญแซงหน้าไทยมากขึ้น จากที่ในเวลานี้สินค้าเวียดนามในภาพรวมทำตลาดใน EU แซงหน้าไทยไปแล้ว แม้ว่าเวียดนามจะยังไม่ใช่คู่แข่งโดยตรงของสินค้ากลุ่มหลักของไทย แต่ในระยะข้างหน้าทั้งอานิสงส์จากกำแพงภาษีของกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านไทยที่กำลังจะหมดลงตามกรอบการค้าเสรีอาเซียน และการรวมตัวเป็น AEC ยิ่งเอื้อประโยชน์ต่อการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตจากไทยไปสู่ประเทศปลายทางที่จะเป็นฐานการผลิตใหม่ของนักลงทุนไทยและต่างชาติ เป็นเสมือนเหรียญสองด้าน ในกรณีที่สินค้าเวียดนามที่ผลิตโดยนักลงทุนไทยนับว่าเป็นการเสริมเครือข่ายการผลิตของไทยในต่างประเทศ แต่หากเป็นกรณีที่สินค้าเวียดนามที่ผลิตโดยนักลงทุนต่างชาติยิ่งทำให้ไทยเสียทั้งตลาดใน EU และสูญเสียเม็ดเงินลงทุนที่ไทยควรจะได้รับ

ดังนั้น หากไทยสามารถกลับมาเร่งรัดเจรจาการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป (Thailand-EU FTA) จนบังคับใช้ได้สำเร็จ ก็น่าจะเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้สินค้าไทยได้สิทธิประโยชน์ชดเชยสิทธิ GSP ที่สูญเสียไป ขณะที่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs ที่มีข้อจำกัดในการรับความเสี่ยงที่เกิดจากผลกระทบภายนอกประเทศยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานของ EU เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของสินค้าไทยให้โดดเด่นเหนือคู่แข่งอย่างต่อเนื่อง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มกราคม 2558