ทำธุรกิจออนไลน์อย่างไร ให้ได้เงินล้าน
ทำธุรกิจออนไลน์อย่างไร ให้ได้เงินล้าน

ทำธุรกิจออนไลน์อย่างไร ให้ได้เงินล้าน!!

ธุรกิจขายของออนไลน์ช่างหอมหวน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร มีอาชีพหลักอยู่แล้ว หรืออยากทำเป็นอาชีพเสริม จะอยู่ในแวดวงไหนก็ตาม ต่างก็อยากมีโอกาสได้ลองทำการค้าขายออนไลน์ให้ได้สักครั้ง เพราะต่างเห็นข้อดีของการขายของออนไลน์ที่แทบไม่ต้องเสียเงินลงทุน ไม่ต้องเสียค่าเช่าพื้นที่ตั้งของ ซื้อง่ายขายหมดเร็ว หรือจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม อยากยืนหนึ่งในธุรกิจขายของออนไลน์ มาดู Checklist ที่ต้องมีต่อไปนี้

» ชื่อร้านต้องปัง

เมื่อคิดจะเปิดร้านค้าออนไลน์ คุณควรที่จะมีชื่อร้านที่สื่อถึงสินค้าที่คุณต้องการจะขาย หลักการตั้งชื่อร้านไม่ได้มีอะไรซับซ้อน คือ ต้องอ่านง่าย สั้นกระชับ ฟังแล้วติดหู ตั้งแต่ครั้งแรก นอกจากนี้ควรตั้งชื่อร้านให้มีความเกี่ยวโยงกับสินค้าที่คุณต้องการขายในร้านด้วย เช่น ร้านขายกระเป๋าผ้า ก็ควรมีคำว่า Bag หรือ Clutch อยู่ในชื่อร้าน แบบนี้เป็นต้น

» ช่องทางการชำระเงินยิ่งเยอะยิ่งดี

เทคนิคสำคัญอีกอย่างที่จะช่วยทำให้ร้านค้าออนไลน์ของคุณขายของได้ง่ายขึ้น และขายได้เพิ่มมากขึ้นนั่นคือ การมีช่องทางการชำระเงินให้ลูกค้าได้เลือกหลายช่องทาง เราเรียกว่า การชำระเงินผ่านอินเตอร์เน็ต (Internet Payment) ซึ่งมีหลากหลายวิธีด้วยกัน ดังนี้

  • การโอนเงิน จะเป็นการตัดบัญชีเงินฝากผ่านบริการ Internet Banking ของธนาคาร เป็นวิธีที่ร้านค้าออนไลน์นิยมใช้มากที่สุด สามารถใช้ได้ทุกช่องทางการขาย ทั้ง Facebook, Line, IG, Twitter หรือแม้แต่เว็บไซต์
  • การชำระเงินผ่านเว็บไซต์ของร้านค้า ด้วยบัตรเครดิต การชำระเงินด้วยวิธีนี้ใช้ในกรณีที่คุณมีหน้าร้านในเว็บไซต์เท่านั้น โดยจะมีหน้าชำระเงินให้กรอกรายละเอียดบัตรเครดิต/เดบิต
  • การชำระผ่านเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ ด้วย e-Money วิธีการนี้คุณต้องมีแอปพลิเคชั่น e-Money จากนั้นเติมเงินเข้าบัญชีให้เพียงพอก่อนจึงจะชำระเงินได้ ผู้ให้บริการ e-Money ที่เราคุ้นชิน ก็อย่างเช่น TrueMoney, Rabbit LinePay, Smart Purse หรือ mPay เป็นต้น
  • การชำระเงินผ่าน Paypal ด้วยบัตรเครดิต วิธีนี้เป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้นของร้านค้าออนไลน์และไม่มีเว็บไซต์หน้าร้าน การชำระเงินด้วยวิธีนี้เห็นได้จากร้านค้าใน IG และใน Facebook เป็นส่วนใหญ่ เป็นการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต ซึ่งเมื่อลูกค้าตกลงซื้อสินค้ากับเจ้าของร้านแล้วจะทำการชำระเงิน ทางร้านค้าจะส่ง Link PayPal เพื่อให้ลูกค้ากดเข้าไปกรอกหมายเลขบัตรเครดิต เพื่อทำการชำระสินค้า

จะเห็นว่า การที่คุณมีช่องทางการชำระเงินที่หลากหลาย ยิ่งเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าในการเลือกชำระเงิน ทำให้ง่ายต่อการตัดสินใจ้ซื้อยิ่งขึ้นด้วย

» เงินทุนหมุนเวียน

หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าการขายของออนไลน์ไม่ต้องใช้เงินลงทุนอะไรเลย แต่ถ้าคุณต้องสต็อกสินค้านั่นหมายความว่า คุณต้องมีเงินทุนแล้ว รวมไปถึงถ้าคุณขายของผ่านช่องทางเว็บไซต์ แต่หากคุณขายในช่องทางเฟสบุ๊ค ก็ควรมีการทำการตลาด เพื่อโปรโมทเพจ อินสตาแกรม หรือไลน์ เป็นต้น รวม ๆ แล้วก็ไม่ใช่น้อย ๆ โดยในช่วงเริ่มต้นแบบนี้ คุณจึงต้องมีเงินทุนไว้หมุนเวียน และสำรองจ่ายไว้ด้วย

» มีแผนการขายและการตลาดที่รัดกุม

คุณกำลังเข้าใจผิด ถ้าคิดว่าขายของออนไลน์ไม่ต้องทำการตลาด ไม่ต้องวางแผนการขายใด ๆ ถ้าคิดแบบนั้นคุณกำลังไปผิดทาง อันดับแรกเลยคุณควรมีความชัดเจนในสินค้าที่ขายเพื่อให้การวางแผนการตลาดง่ายขึ้น เพราะบางคนจับทุกอย่างขายรวมกันหมดเลย เช่น ขายทั้งเสื้อผ้า อุปกรณ์ไอทีก็ขาย เครื่องเขียนก็ขาย อยู่ในช่องทางเดียวกัน ลูกค้าก็จะงงว่านี่เว็บไซต์หรือเพจจับฉ่ายหรือเปล่า ฉะนั้นจุดยืนของสินค้าคุณต้องมี จากนั้นให้วางแผนการตลาดดังนี้

  • กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน เช่น ภายใน 1 ปี ต้องขายสินค้า คือ เสื้อผ้าให้ได้ 5,000 ชิ้น เป็นต้น
  • มีลำดับขั้นที่ชัดเจนว่าจะกำหนดทิศทางร้านอย่างไร เช่น ขายสินค้าให้ได้มากที่สุดในช่องทางใดช่องทางหนึ่ง หรือเลือกที่จะทำให้เพจเป็นที่รู้จักมากที่สุด
  • ตั้งงบประมาณให้กับแต่ละขั้นตอนก่อนไปถึงเป้าหมาย เช่น ขั้นที่ 1 กำหนดงบประมาณในการสร้างเว็บไซต์ ขั้นที่ 2 กำหนดงบประมาณในการโปรโมทเว็บไซต์
  • มีการประเมินผล หรือการวัด KPI ด้วยการตรวจสอบประเมินผลงาน และมีการปรับปรุงแผนทุก 2 เดือน เป็นต้น

ทำธุรกิจออนไลน์อย่างไร ให้ได้เงินล้าน!!

» มีหลากหลายช่องทางการขาย

ต้องบอกเลยว่าช่องทางการขายสินค้า (Channel) ของคุณจะขึ้นอยู่กับงบประมาณที่คุณมี ถ้าต้องการมีให้ครบวงจรเลย ควรเริ่มต้นจากมีเว็บไซต์เป็นเหมือนหน้าร้าน แล้วจึงมีช่องทางโซเชียลมีเดีย เช่น ไลน์ เฟสบุ๊ค อินสตาแกรม ซัพพอร์ต ในขณะที่หลายคนอาจจะเลือกโฟกัสหรือขายของในช่องทางใดช่องทางหนึ่งเท่านั้นก็ได้ ซึ่งแต่ละช่องทางก็จะมีการเซ็ตทาร์เก็ตที่แตกต่างกันไป เหมาะกับผู้ขายของออนไลน์ที่ทำคนเดียว เพราะจะสะดวกในการบริหารจัดการ โดยที่ช่องทางการขายมีดังนี้

1.Facebook ช่องทางนี้ถือว่าได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะมีผู้ใช้งานมากที่สุด กลุ่มลูกค้าจะมีวงกว้างและมีปริมาณมาก ในการทำการตลาดผ่าน Facebook Ads มีเงินตั้งต้นเพียง 100 บาท คุณก็สามารถ Boost Post หรือซื้อ Page Like AD ได้แล้ว ขั้นตอนก็ง่ายแสนง่ายซื้อแอดได้ด้วยตัวเองผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยการตั้ง Target ที่คุณต้องการ เลือกเวลา และใส่จำนวนเงิน โดย Facebook จะหักเงินค่าโฆษณาจากบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตที่คุณลงทะเบียนไว้ นอกจากนี้ยังมีเทคนิคการขายได้หลายแบบที่สามารถนำไปใช้เพิ่มยอดขายได้ เช่น การ Live สดขายสินค้า เพิ่มความน่าสนใจให้กับสินค้าแต่ละโพสต์ขาย ด้วยการเขียนแคปชั่นที่โดนใจ สั้น และสื่อสารได้ชัดเจน ควรเป็นคำที่อยู่ในกระแส เป็นต้น

ตัวอย่างการขายของออนไลน์ผ่านช่องทางเฟสบุ๊คที่ประสบความสำเร็จ คือ ร้านอาหารตากแห้ง จ.สตูล ของบังฮาซัน เกาะกระแส Live สดขายของจนฮิตยอดขายถล่มทลายชั่วข้ามคืน เรียกได้ว่า บังฮาซัน เป็น 1 ในสุดยอดเป็นพ่อค้ายุค 4.0 ที่สามารถช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชน ด้วยการนำอาหารทะเลตากแห้งมาขาย ซึ่งเทคนิคของเขาก็คือ การสร้างสตอรี่ให้ทั้งกับตัวสินค้า และตัวของเขาเอง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าของ และนอกจากสตอรี่แล้วยังมีเรื่องเทคนิคการไลฟ์ขายของ โดยบังฮาซันจะไลฟ์สดขายของทุกวันด้วยสำเนียงที่เป็นเอกลักษณ์จนมีคนแชร์วิดีโอในเฟสบุ๊คต่อจนเกิดเป็นไวรัลขึ้นมา

จากกรณีศึกษา ของ “บังฮาซัน” จะเห็นว่า การสร้างคาแรคเตอร์ให้กับเพจของตัวเองเป็นที่จดจำเป็นสิ่งที่เพจ ร้านอาหารทะเลตากแห้ง จ. สตูล นำมาใช้ ผ่านการเล่าสด Live แบบเรียบง่าย แต่มีสคริปต์ที่ชัดเจน เพื่อให้แฟนเพจเข้าถึงได้ ถ่ายทำจากกล้องมือถือธรรมดานี่เอง แต่สร้างจุดแข็งให้กับสินค้าแบบรู้จริง เช่น ขายอาหารทะเลแห้ง ก็ต้องทราบทุกขั้นตอนการผลิต เพื่อสามารถตอบคำถามลูกค้าได้ และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์นั่นเอง แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะประสบความสำเร็จชั่วข้าวคืนแบบบังฮาซัน คุณต้องอาศัยความอดทน ลองผิดลองถูก และจริงใจกับลูกค้า

2.Instagram ยังคงเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยอินสตาแกรมเน้นกลุ่มคนฮิป ๆ ที่ถ่ายรูปต้องสวย แฮชแท็กต้องมี ฉะนั้นถ้าคุณเลือกช่องทางนี้เพื่อขายสินค้า ควรต้องมีทักษะการถ่ายภาพในระดับหนึ่ง และควรมี Follower อยู่จำนวนหนึ่ง บางคนประสบความสำเร็จจากการขายของในอินสตาแกรม จนต่อยอดไปมีหน้าร้านรับลูกค้าเลยก็มีให้เห็นเยอะทีเดียว

3.Line ร้านค้าออนไลน์ส่วนใหญ่นิยมมี Line@ ไว้สนทนาซื้อขายสินค้ากับลูกค้าแบบตัวต่อตัวอย่างเป็นส่วนตัว เพราะสะดวกในการคุยตอบคำถามเรื่องสินค้า ช่วงเริ่มต้นคุณอาจเลือกใช้แบบฟรี ที่สามารถตอบข้อความได้ 1,000 ข้อความ แล้วค่อยขยับเป็นแพ็คเกจ Starter ที่มีผู้ติดตามได้ถึง 200 คน ราคาต่อเดือนอยู่ที่เดือนละ 200 บาท เป็นต้น โดยคุณสามารถโพสต์สินค้าได้ในหน้า Timeline

4.Twitter ช่องทางของวัยใส สายเกาหลีโดยเฉพาะ ช่องทางโซเชียลขายของออนไลน์ช่องทางใหม่นี้ มักเน้นไปที่สายติ่งเกาหลี แต่ทราบไหมว่า ซื้อง่ายขายเร็วมาก ฉะนั้นถ้าคุณขายในช่องทางนี้ สินค้าคุณต้องเป็นแนวดารา นักร้องเกาหลี ทั้ง Gadget ต่าง ๆ เครื่องสำอาง ของมุ้งมิ้ง เป็นที่ต้องการสูงมากในช่องทางนี้ ข้อความใน Twitter ต้องยิ่งสั้นและกระชับ ส่วนวิธีการชำระเงินหรือข้อมูลติดต่อควรระบุไว้อย่างชัดเจน โดยส่วนใหญ่จะไปจบการขายที่ Line@

» พร้อมอุทิศเวลาให้ลูกค้า

ขึ้นชื่อว่าขายของแล้วละก็ สิ่งสำคัญเลยที่คุณควรต้องมีคือ Service Mind นั่นหมายความว่า พร้อมขายตลอดวลา ขยันตอบคอมเม้นต์ ขยันลงรีวิวสินค้า เมื่อคิดจะขายของออนไลน์แล้วจะคิดว่า ทำงานแค่วันละ 8 ชั่วโมง เข้า 9 โมงเลิก 6 โมงเหมือนงานออฟฟิศไม่ได้ ลูกค้าส่วนใหญ่อาจมาตอนดึกหลัง 6 โมงไปแล้ว เพราะเป็นเวลาที่เขาสะดวกหลังเลิกงาน แต่คุณก็ควรมีกำหนดเวลาในการตอบด้วยเช่นกัน เช่น ตอบไม่เกินสี่ทุ่ม เริ่มตอบตั้งแต่ 8 โมงเช้าเป็นต้น หรือตอบเกินเวลาในกรณีฉุกเฉินจริง ๆ เพื่อให้เราเองได้มีเวลาพักผ่อน และเป็นการกำหนดเวลาให้ลูกค้าไปในตัว

»» การที่จะยืนหนึ่ง ในโลกการค้าขายออนไลน์คุณสามารถทำได้ไม่ยาก สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่เตรียมจะเปิดร้านแล้ว คุณสามารถปฏิบัติตามเทคนิคที่ได้แนะนำไปเบื้องต้นได้เลย การจะประสบความสำเร็จนั้นไม่น่าจะใช่เรื่องยาก แต่หากคุณมีร้านค้าอยู่แล้วอยากจะประสบความสำเร็จก็ควรทำการปรับแผนการตลาดตามที่ได้แนะนำ และที่สำคัญอีกอย่างที่ไม่ควรมองข้ามคือ คุณต้องหูตาไว อัพเดทข่าวสารและคอยติดตามเทรนด์ตลอดเวลา

อ้างอิงข้อมูลจาก – Krungsri Plearn Plearn