fbpx
Home » เริ่มต้นทําธุรกิจ » ธุรกิจอาหารแปรรูป โอกาสธุรกิจที่สดใส

ธุรกิจอาหารแปรรูป โอกาสธุรกิจที่สดใส


ปัจจุบันด้วยโลกเปลี่ยนแปลงสู่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการสื่อสารเป็นแบบแค่ปลายนิ้วสัมผัส จึงทำให้การทำธุรกิจกลายเป็นเรื่องไร้พรมแดนไปด้วย ยิ่งโดยเฉพาะไทยเราก้าวเข้าสู่การเป็นส่วนหนึ่งของ AEC นโยบายต่างๆจากทางภาครัฐก็พยายามอย่างยิ่งที่จะผลักดันให้ภาคธุรกิจต่างๆ สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงนี้เรื่องของอาหารก็เป็นหนึ่งใน ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่การแข่งขันในอาเซียนอย่างเต็มตัว สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่กำลังจะผันตนเองเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปหรือธุรกิจอาหารแปรรูปอาจจะยังไม่มั่นใจและไม่รู้ว่าตนเองจะพร้อมหรือไม่ วันนี้เรามีข้อมูลดีๆมานำเสนอเพื่อเป็นเครื่องที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นและจะได้เป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจของคุณ

ไทยกับศักยภาพด้านธุรกิจอาหาร
ให้ผู้ประกอบการทุกท่านย้อนกลับมามองตัวดูที่รากฐานของประเทศเราจะเห็นว่าแต่ดั้งเดิมมาประเทศไทยเรามีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก มีรากฐานเศรษฐกิจมาจากภาคการเกษตรเป็นระยะเวลายาวนาน มีผลผลิตทางการเกษตรที่เพียงพอจะเลี้ยงคนได้ทั้งประเทศและยังมีเหลือพอที่จะส่งออกไปนอกประเทศด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จึงเป็นเครื่องยืนยันถึง ศักยภาพของเราในด้านอาหาร เราจึงพร้อมที่จะเข้าสู่ธุรกิจอาหารแปรรูปเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ธุรกิจอาหารแปรรูปเป็นธุรกิจ ทีพึ่งพิงวัตถุดิบต่างประเทศน้อย สร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าเกษตรได้มากส่งผลต่อคนจำนวนมากในประเทศตั้งแต่เกษตรกร ผู้ส่งมอบสินค้า ผู้ผลิต คนกลาง ผู้ส่งสินค้าออก ผู้จำหน่ายวัสดุต่างๆในกระบวนการตั้งแต่เพาะปลูกจนกระทั้งถึงผู้บริโภค ยิ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีในกระบวนการผลิตมีความก้าวหน้ามากขึ้นจึงทำให้การเข้าสู่ธุรกิจอาหารแปรรูปในบ้านเป็นเรื่องที่เป็นไปได้และมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จสูง

แนวโน้มของธุรกิจอาหารแปรรูป
อย่างที่ทราบกันแล้วว่าการผลิตอาหารของไทยพึ่งพาแหล่งวัตถุดิบจากผลผลิตทางการเกษตรในประเทศเป็นหลักและมีการนำเข้าบางส่วนสำหรับผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญคือกลุ่มธัญพืชและพืชที่เป็นอาหาร ได้แก่ อ้อย ข้าว มันสำปะหลัง รองลงมาเป็นกลุ่มไม้ผล ได้แก่ สับปะรด มะม่วง กลุ่มพืชผัก ได้แก่ มันฝรั่ง กระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ กลุ่มปศุสัตว์ ได้แก่ ไก่รุ่นพันธุ์เนื้อและกลุ่มประมง ได้แก่ กุ้งขาวแวนนาไม ซึ่งผลผลิตเหล่านี้ในปีหนึ่งๆเราสามารถผลิตได้ ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคและมีเหลือพอที่จะเข้าสู่กระบวนการแปรรูป เมื่อมีการแปรรูปแล้วก็จะมีการส่งไปจำหน่ายทั้งในและส่งออกต่างประเทศ จากนั้นผลผลิตจากอาหารแปรรูปเหล่านี้ก็จะไปอยู่ที่ร้านอาหาร ภัตตาคารและ โรงแรมต่างๆ ซึ่งทำให้เรามองเห็นภาพได้ว่าธุรกิจอาหารแปรรูปไม่มีทางที่จะตีบตันได้ง่ายๆที่สำคัญแนวโน้มกลับจะมีการ ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นด้วย

ตลาดอาหารแปบรูปเป็นอย่างไรบ้าง มูลค่าตลาดอาหารในประเทศในปี 2558 ขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 3.0-5.0 ต่อปี หรือคิดเป็นมูลค่า 1.49 ล้านล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นสัญญาณที่ดีตลาดมีแนวโน้มว่าจะขยายขึ้นอีกซึ่งที่แนวโน้มส่งสัญญาณบวกเช่นนี้เนื่องจากการขยายตัวของความเป็นเมืองไลฟ์สไตล์ของผู้คนเปลี่ยนไป ทุกคนต้องเร่งรีบและต้องการอาหารที่ง่ายๆรับประทานสะดวกและรวดเร็ว เป็นผลทำให้ราคาสินค้าอาหารบางชนิดที่เพิ่มสูงขึ้น ผู้บริโภคมีการใช้จ่ายเป็นค่าอาหารที่เพิ่มมากขึ้นรวมถึงการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกจำพวกสินค้าอุปโภคบริโภคและธุรกิจการบริการ ร้านอาหาร แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ค่อนข้างซบเซาจึงกระทบกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอยู่พอสมควร ผลผลิตทาง การเกษตรตกต่ำรายได้ของเกษตรกรก็ลดลง จึงทำให้การกระจายตลาดอาหารแปรรูปในประเทศสะดุดลงไปบ้าง ส่วนใน ด้านการส่งออกนั้นผลพวงจากผลกระทบด้านการเมืองทำให้อาหารแปรรูปต่างๆต้องซบเซาตามลงไปด้วยเช่นกัน

คู่แข่งสำคัญในภูมิภาค
เมื่อไทยก้าวเข้าสู่อาเซียนแน่นอนย่อมมีทั้งผลดีและเสียในด้านที่เราต้องหนักใจก็คือ การมีคู่แข่งที่น่ากลัวเพิ่มขึ้น คู่แข่งสำคัญของเราในด้านอุตสาหกรรมอาหารก็คือเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันหลังจากเข้าสู่อาเซียนอย่างเต็มตัวเวียดนามกลายเป็นประเทศที่ดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีอย่างต่อเนื่อง ที่น่าสนใจก็คือเวียดนามมีทรัพยากรธรรมชาติที่ยังอุดมสมบูรณ์ ซึ่งอาจจะมากกว่าเราด้วยซ้ำและทรัพยากรที่มีนั้นทุกอย่างใกล้เคียงกับประเทศเราทั้งสิ้น ผลผลิตทางการเกษตรของเวียดนามส่วนใหญ่ก็คล้ายคลึงกับไทยเรียกว่าคุณภาพแทบไม่ต่างกันและในขณะนี้ความต้องการสินค้าอาหารแปรรูปในเวียดนาม เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากเวียดนามประชากรมีจำนวนมากขึ้นราว 90 ล้านคน และทางเวียดนามเองให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของอาหารเป็นอย่างมาก ประกอบกับประเทศเวียดนามกำลังมีแนวโน้มจะพัฒนาเป็นศูนย์กลางการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปในอนาคต จึงทำให้เวียดนามเป็นคู่แข่งที่สำคัญอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการไทยควรจะรู้เอาไว้เพื่อหาช่องทางใหม่ๆในการเข้าแข่งขันในตลาดนี้

การจะเริ่มต้นในธุรกิจอาหารแปรรูปนี้ก็ต้องดูช่วงจังหวะเวลาให้ดีด้วย และต้องคิดต่างสรรหาสิ่งแปลกใหม่ให้ได้เพราะเรามีคู่แข่งระดับภูมิภาคที่น่ากลัวแต่ที่เราวางใจได้ประการหนึ่งก็คือในเรื่องนี้ในภาครัฐมีการให้การสนับสนุนอยู่ ถ้าผลิตภัณฑ์ได้มาตรฐานโอกาสทาจะอยู่รอดในธุรกิจนี้ก็มีสูง แต่จะสดใสหรือไม่ก็ต้องขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัยด้วยกัน ซึ่งสิ่งที่ผู้ประกอบการรายใหม่ๆควรทำก็คือการเกาะกลุ่มกันไว้ จากกลุ่มย่อยๆหลายกลุ่มพยายามรวมตัวกันก็จะทำให้เกิดกลุ่มก้อนที่เข้มแข็ง และภาครัฐก็จะสามารถบริหารจัดการไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างไม่ยากเย็นก็จะทำให้เกิดความเข้มแข็งและศักยภาพที่มากพอจะแข่งขันในตลาดระดับภูมิภาคได้ เมื่อมีความแข็งแกร่งขึ้นแล้วสิ่งสำคัญอีกประการที่ผู้ประกอบการ

“ธุรกิจอาหารแปรรูปนี้ก็ต้องดูช่วงจังหวะเวลาให้ดีและต้องคิดต่างสรรหาสิ่งแปลกใหม่ให้ได้เพราะเรามีคู่แข่งระดับภูมิภาคที่น่ากลัวของไทยจะละเลยไปไม่ได้เลยก็คือการต่อยอดธุรกิจ ให้ธุรกิจมีการพัฒนาออกไปอย่างยั่งยืน” ตัวอย่างการต่อยอดสินค้าอาหารแปรรูปก็สามารถทำได้หลายอย่าง กรณีที่เป็นเครื่องดื่มอย่างชาไทยแท้จากแม่สะลองทีไปถูกอกถูกใจชาวพม่า ต่อไปเราอาจมีการผสมชากับน้ำผลไม้บางชนิดเพื่อเพิ่มคุณประโยชน์ในด้านโภชนาการลงไปก็ได้ แต่อาจจะมีการปรับแต่งรสชาติให้พอเหมาะพอดีสักหน่อย หรือผลไม้อบที่เป็นสแน็กถูกใจคนฟิลิปปินส์ ก็อาจมีการพัฒนาเพิ่มรสชาติที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นหรือเพิ่มชนิดของผลไม้แปลกๆลงไปบ้างก็ได้สิ่งเหล่านี้จะเป็นไปได้แค่ไหนก็ต้องฝากให้ผู้ประกอบการรายใหม่ๆที่สนใจในด้านธุรกิจอาหารแปรรรูปซึ่งลองดำเนินการคิดต่อยอดต่อไป

ถ้าเราจะกล่าวสรุปว่าเส้นทางของการทำธุรกิจ อาหารแปรรูปนั้นมีทางค่อนข้างสดใสเราก็คงจะกล่าวได้ไม่ผิดนัก เพราะถึงอย่างไรอาหารก็เป็นปัจจัยพื้นฐานของมนุษย์อยู่แล้วคือทุกคนต้องกิน ดังนั้นถ้าเราสร้างรูปแบบใหม่ในการกินได้เราก็จะไปรอดในธุรกิจนี้ หรือไม่คิดไม่แต่ต้องสอดคล้องกับวิถีการใช้ชีวิตก็ถือว่าเป็นเรืองที่รับได้ เพราะด้วยเหตุผล เท่านั้นก็มากพอที่จะทำให้คุณไปรอดธุรกิจนี้แล้ว แต่อย่าลืมว่าการเข้าสู่ธุรกิจอาหารแปรรูปคือการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม อาหารแปรรูปด้วย ดังนั้นเราจะหลีกหนีคู่แข่งจากตลาด ต่างประเทศได้ยาก ยิ่งเป็นประเทศในภูมิภาคที่มีวัตถุดิบคล้ายๆกันกับเรา ยิ่งทำให้เราหาความแตกต่างได้ยากขึ้น สิ่งที่เราต้องปรับเพื่อเพิ่มอำนาจในการแข่งขันให้เหนือกว่าก็คือคุณภาพและราคา ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องถูกกว่าแต่ต้องทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าคุ้มค่ากว่าตรงจุดนี้จึงน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนได้ เราจึงต้องเปิดกว้างตลาดแบบนี้เข้าไว้เพราะสินค้าที่ผ่านเข้ามามากขึ้นก็เป็นไอเดียใหม่ๆให้เราได้เช่นกัน และอาจจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วย ลองตลาดให้เราด้วยยุคนี้เป็นยุคที่จะต้องแข่งกันด้วยไอเดียจริงๆ เพราะเราไม่มีความต่างๆเรื่องวัตถุดิบแล้วเราคงต้องเอาความได้เปรียบอื่นๆ มาช่วยทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยังยืนต่อไป