fbpx
Home » อาชีพทําเงิน » เปิดร้านขาย “น้ำผลไม้แยกกาก” ต้องทำอย่างไรบ้าง?

เปิดร้านขาย “น้ำผลไม้แยกกาก” ต้องทำอย่างไรบ้าง?

เทรนด์รักสุขภาพกระแสแรงต่อเนื่องดังนั้นสินค้าหรืออาหารที่ส่งผลดีต่อสุขภาพก็จะขายดีเป็นพิเศษ รวมถึงเครื่องดื่มอย่างน้ำผักและผลไม้ โดยมีแนวโน้มที่ธุรกิจประเภทนี้จะขยายตัวต่อเนื่อง และเป็นช่องทางในการสร้างอาชีพที่น่าสนใจลงทุน สำหรับผู้ประกอบการหรือผู้เริ่มต้นธุรกิจที่เห็นโอกาสและกำลังอยากจะขายน้ำผลไม้แยกกาก เราได้รวบรวมข้อมูลเบื้องต้นมาให้พิจารณาดังนี้

งบประมาณลงทุน

สำหรับการขายน้ำผักและผลไม้ดังกล่าวนั้นจะมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูงและแปรผันไปตามราคาขึ้นลงของวัตถุดิบ และต้องใช้ผักและผลไม้มากจำนวนหนึ่งเพื่อให้ได้น้ำผัก-ผลไม้ 1 ขวด ดังนั้นจึงต้องมีเงินทุนสำรองเพียงพอต่อต้นทุนด้านวัตถุดิบ ข้อดีคือใช้อุปกรณ์น้อยจึงประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไปได้

  1. ค่าวัตถุดิบ ผักและผลไม้ต่างๆ (งบประมาณ 2,000 – 3,000 บาท)
  2. ค่าอุปกรณ์ เครื่องคั้นน้ำผลไม้แยกกาก โต๊ะ ขวดพลาสติก เป็นต้น (งบประมาณ 3,000 บาท)
  3. ค่าเช่าพื้นที่ (150 – 300 บาท/วัน)
  4. ค่าน้ำ – ไฟ (500 บาท)
  5. เงินหมุนเวียน (2,000 – 3,000 บาท)

อุปกรณ์จำเป็นเบื้องต้น

  1. เครื่องคั้นน้ำผัก-ผลไม้แบบแยกกาก ราคาประมาณ 500 – 1,500 บาท
  2. ขวดพลาสติก ขนาดเล็ก 220 ml ราคาประมาณ 30 บาท/โหล
  3. หลอดพลาสติก ราคาประมาณ 50 บาท/แพค
  4. โต๊ะวางของ ราคาประมาณ 500 บาท
  5. น้ำแข็ง ราคาประมาณ 20 บาท
  6. ตู้กระจกสำหรับแช่น้ำผลไม้ ราคาประมาณ 1,000 – 1,500 บาท

วัตถุดิบเบื้องต้น

  • ผักและผลไม้สด อาทิเช่น แครอท มะเขือเทศ สาระแหน่ บีทรูท เสาวรส แอปเปิ้ล ฝรั่ง ทับทิม กีวี แคนตาลูป เป็นต้น สามารถซื้อได้จากแม็คโคร  ซึ่งจะมีจำหน่ายเป็นถุงขนาดใหญ่สำหรับร้านอาหาร  หรือตลาดค้าส่งผักผลไม้ในจังหวัดของท่าน

สิ่งที่ต้องคำนึงถึง

ทำเลขาย
เนื่องจากราคาของน้ำผลไม้แบบแยกกากคั้นสด 100% นั้นมีราคาที่ค่อนข้างสูง กลุ่มลูกค้าจึงเป็นกลุ่มคนวัยทำงาน ผู้สูงอายุ และกลุ่มคนที่รับประทานอาหารเฮลท์ตี้ ดังนั้นทำเลขายจึงต้องเน้นต้องอยู่ใกล้กับย่านสำนักงาน ออฟฟิศ หรือศูนย์อาหาร เป็นต้น

เครื่องดื่มยอดนิยม
การหาข้อมูลเกี่ยวกับเมนูเครื่องดื่มยอดนิยม เพื่อที่จะไปควบคุมวัตถุดิบและเลือกซื้อได้อย่างตรงจุด ไม่ต้องซื้อผลไม้มาทุกชนิด โดยรายการน้ำผลไม้หลักๆที่ขายดี เช่น

  • น้ำเสาวรส
  • น้ำผลไม้รวม
  • น้ำแครอท
  • น้ำบีทรูท
  • น้ำส้ม
  • น้ำฝรั่ง
  • น้ำทับทิม
  • น้ำกีวี

กลยุทธ์ในการขาย

  • วางป้ายบอกสรรพคุณ จัดทำป้ายบอกถึงประโยชน์ของผักผลไม้แต่ละชนิดว่าส่งผลดีอย่างไรต่อร่างกายบ้าง วิธีนี้จะช่วยลูกค้าในการเลือกรับดื่มน้ำผลไม้รสชาติใหม่ และเลือกตามความต้องการด้านโภชนาการในแต่ละวันของเขา
  • ทำสดใหม่ ให้ลูกค้าได้เห็นกระบวนการผลิตหรือการคั้นแบบสดๆเพื่อสร้างความมั่นใจว่าสินค้าที่เราขายนั้นทำมาจากผัก-ผลไม้แท้ๆ 100% คั้นใส่ขวดกันให้เห็นไปเลย
  • ทำแต่พอประมาณ ในช่วงเริ่มต้นยังไม่สามารถกะปริมาณในขายการต่อวันได้ ฉะนั้นผู้ประกอบการจึงไม่ควรที่จะทำไว้ครั้งละมากๆ เพราะหากขายไม่หมดจะกลายเป็นของเหลือและขาดทุนได้ ให้ทำไว้ล่วงหน้ารสชาติละ 2-3 ขวดเพื่อให้มีสินค้าโชว์ในตู้ก็เพียงพอแล้ว
  • ใส่เนื้อผลไม้ลงไปบ้าง ให้แบ่งแยกเนื้อผลไม้บางชนิดเอาไว้เพื่อเพิ่มรสสัมผัสในการดื่ม เช่น ส้ม เสาวรส สตรอเบอรี่ เป็นต้น
  • เพิ่มฟังก์ชั่นการขาย โดยอาจทำเป็นเมนูที่ลูกค้าสามารถเลือกผักและผลไม้ตามใจชอบมารวมกัน ลูกค้ามีส่วนร่วมในการดีไซน์น้ำผลไม้ของตัวเอง
  • ขายไม่หมดให้จัดโปรโมชั่น หากวันไหนขายไม่ดี ขายได้น้อย ให้ลดราคาลง 50% หรือขาย 1 แถม 1 ไปเลย เพื่อไม่ให้สินค้าเหลือค้าง เพราะน้ำผักและผลไม้คั้นสดต้องทานแบบสดใหม่
  • เพิ่มช่องทางขาย สร้างช่องทางติดต่อและรับออเดอร์ล่วงหน้าผ่านสื่อออนไลน์ เช่น Facebook, Line เป็นต้น โดยอาจจะวางป้ายสำหรับให้ลูกค้าแสกน QR Code และให้ส่วนลดเพิ่มเติมเล็กน้อย
  • ตกแต่งหน้าร้าน  ใช้โทรสีสุขภาพเช่นขาวเขียว เป็นต้น  ป้ายหน้าร้านชัดเจน  แสงสว่างเพียงพอ

คำแนะนำในการขาย

  • ตั้งราคาที่เหมาะสม ขวดเล็ก 20 บาท ขวดใหญ่ 35 บาท เป็นต้น
  • ใช้วัตถุดิบคุณภาพ คุณอาจไม่จำเป็นต้องใช้ผลไม้นำเข้าหรือผลไม้เกรดขึ้นห้าง เพราะจะไม่สัมพันธ์ต่อกลุ่มลูกค้าที่เลือกไว้ คือลูกค้าระดับกลาง กลุ่มคนวัยทำงานทั่วไป เพียงแค่เลือกซื้อผลไม้ที่ยังดูสดใหม่ สะอาด ได้มาตรฐาน หรือหาร้านประจำในที่ไว้ใจได้ในการสั่งซื้อผักและผลไม้สด
  • อย่าเอาเปรียบลูกค้า โดยการผสมน้ำเปล่าหรือใส่สารกันบูดต่างๆ
  • สินค้าดีแล้วคนขายต้องดีด้วย หมายถึงคนขายควรยิ้มแย้มแจ่มใส สร้างสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าที่แวะเวียนเข้ามาอุดหนุนร้าน ชวนคุยให้เกิดความรู้สึกอยากภักดีต่อร้านคุณนั่นเอง
  • ใส่ใจความสะอาด เนื่องจากประกอบกิจการเกี่ยวกับเครื่องดื่มอาจมีน้ำหยด พื้นเปียก แฉะ ซึ่งนอกจากจะเป็นอันตราย ลื่นล้มได้แล้ว ยังทำให้ร้านดูสกปรก ดังนั้นจึงต้องดูแลบริเวณร้านให้สะอาดและแห้งอยู่เสมอ