fbpx
Home » ข่าวธุรกิจ » โอกาสทอง SMEs ไทย รุกตลาดเพื่อนบ้านผ่านเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน
โอกาสทอง SMEs ไทย รุกตลาดเพื่อนบ้านผ่านเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน
โอกาสทอง SMEs ไทย รุกตลาดเพื่อนบ้านผ่านเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน

โอกาสทอง SMEs ไทย รุกตลาดเพื่อนบ้านผ่านเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน

โอกาสทอง SMEs ไทย รุกตลาดเพื่อนบ้านผ่านเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน

โอกาสทอง SMEs ไทย รุกตลาดเพื่อนบ้านผ่านเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน

ในช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ไทยต้องเผชิญกับความกดดันจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทย สะท้อนให้เห็นจาก GDP ของ SMEs ในปี 2556 ที่ขยายตัวร้อยละ 3.8 ชะลอตัวลงจากการขยายตัวร้อยละ 6.6 ในปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม SMEs ไทยยังคงมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ เนื่องจาก GDP ของ SMEs มีสัดส่วนเกือบร้อยละ 40 ของ GDP ทั้งหมด

ของไทย นอกจากนั้น SMEs ยังมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจในระดับครัวเรือนอีกด้วย ภาครัฐเห็นถึงความสำคัญดังกล่าวจึงได้มีนโยบายส่งเสริม SMEs มาโดยตลอด ซึ่งหนึ่งในนโยบายที่ทางการไทยเร่งผลักดันและเป็นโอกาสของ SMEs ไทยในขณะนี้ คือ นโยบายการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone: SEZ) ในบริเวณชายแดนที่มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในระยะแรกประกอบด้วย 5 พื้นที่นำร่อง ได้แก่ 1) จังหวัดตาก (ด่านแม่สอด) 2) จังหวัดสระแก้ว (ด่านอรัญประเทศ) 3) จังหวัดตราด (ด่านคลองใหญ่) 4) จังหวัดมุกดาหาร (ด่านมุกดาหาร) 5) จังหวัดสงขลา (ด่านสะเดา/ปาดังเบซาร์) โดยการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าวอาจเป็นได้ทั้งในรูปแบบของเขตอุตสาหกรรม เขตการค้า หรือเขตการบริการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ไทย ผ่านการแลกเปลี่ยนทรัพยากร ปัจจัยการผลิต แรงงาน และเทคโนโลยี

โอกาสทอง SMEs ไทย รุกตลาดเพื่อนบ้านผ่านเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน

นอกจากนี้ SMEs ไทยยังมีโอกาสทางการค้าและการลงทุนจากแนวโน้มการค้าชายแดนที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว หากพิจารณาการค้าชายแดนระหว่างไทยกับประเทศที่มีพรมแดนติดต่อกัน ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ และมาเลเซีย ในเดือน ม.ค. – ส.ค. ของปี 2557 นั้น พบว่า มีมูลค่ากว่า 6.3 แสนล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 4.3 (YoY) และเป็นที่คาดว่าการค้าชายแดนจะมีบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้นภายหลังจากการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) โดยการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษคาดว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดนไทยในภาพรวมซึ่งน่าจะแตะระดับ 1 ล้านล้านบาทในปี 2559 ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศให้ไหลเข้ามาในไทยมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ SMEs ไทยต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับปริมาณการค้าและการลงทุนที่อาจเติบโตแบบก้าวกระโดด ตลอดจนการแข่งขันในภูมิภาคที่อาจทวีความรุนแรงขึ้น

โอกาสที่แตกต่างของ SMEs ไทยในแต่ละเขตเศรษฐกิจพิเศษ

การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษถือเป็นโอกาสทองของ SMEs ไทย เนื่องจากพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษอยู่บริเวณพื้นที่ชายแดนที่มีศักยภาพในทางการค้าและการลงทุน โดยอยู่ใกล้ประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีแรงงานจำนวนมาก ทำให้มีโอกาสในการพัฒนากิจการ/อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น (Labor Intensive Industry) รวมถึงการเป็นจุดแวะพักสินค้า เพื่อส่งต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้านและประเทศใกล้เคียงอย่าง สปป.ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม และจีนตอนใต้ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ในแนวเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจ (Economic Corridor) ภายใต้กรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion: GMS) อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรก ธุรกิจไทยน่าจะได้ประโยชน์จากด้านการค้าเป็นหลัก เนื่องจากด้านการลงทุนยังต้องอาศัยอีกหลายปัจจัยสนับสนุน เช่น ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค และระบบการจัดการด่านชายแดน เป็นต้น โดยธุรกิจเด่นที่คาดว่าน่าจะมีโอกาสขยายตัวได้อีกมากจากการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ได้แก่ สินค้าอาหารและเครื่องดื่ม สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ยานยนต์ การก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง และอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ซึ่งโอกาสด้านการค้าและการลงทุนในแต่ละพื้นที่นำร่องทั้ง 5 ก็มีความแตกต่างกัน ดังนี้

โอกาสทอง SMEs ไทย รุกตลาดเพื่อนบ้านผ่านเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน
โอกาสทอง SMEs ไทย รุกตลาดเพื่อนบ้านผ่านเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน

ทั้งนี้ รูปแบบการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ อาจแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบหลักตามลักษณะของอุตสาหกรรม ได้แก่

การลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบ และสินค้าต้นน้ำจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยอาศัยความพร้อมด้านวัตถุดิบที่มาจากแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะสัตว์น้ำ สินค้าเกษตรขั้นต้น ไม้แปรรูปและแร่ธาตุบางชนิดเพื่อนำมาผลิตเป็นสินค้าปลายน้ำในประเทศไทย และจัดจำหน่ายในประเทศหรือส่งออก ยกตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ยางพารา เฟอร์นิเจอร์ อาหารและเครื่องดื่ม และสินค้าเกษตรแปรรูป เป็นต้น

การลงทุนในอุตสาหกรรมที่ต้องการขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้าน หรือส่งออกโดยใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร อาทิ เสื้อผ้าสำเร็จรูปและรองเท้า โดย SMEs ไทยส่งออกสินค้าต้นน้ำ/กลางน้ำไปผลิตเป็นสินค้าปลายน้ำในประเทศเพื่อนบ้าน และจัดจำหน่ายในประเทศนั้นๆ เพื่อเป็นการเจาะกลุ่มตลาดใหม่ที่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรืออาจส่งสินค้าออกไปจำหน่ายในประเทศที่ 3 ต่อไป เนื่องจากในบางประเทศอย่างกัมพูชา เมียนมาร์ และสปป. ลาว สามารถใช้สิทธิพิเศษทางภาษีอากร (GSP) เมื่อส่งออกสินค้าไปยังประเทศพัฒนาแล้วได้

การลงทุนในอุตสาหกรรมที่ต้องการแรงงานจำนวนมาก อาทิ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ เป็นต้น โดย SMEs ไทยสามารถส่งออกวัตถุดิบ/สินค้าต้นน้ำจากไทยไปผลิตสินค้าที่ต้องใช้แรงงานเป็นหลักในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อลดต้นทุนการผลิตและแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานในประเทศ แล้วส่งกลับมาผลิตขั้นตอนสุดท้ายในไทย เพื่อจำหน่ายในประเทศไทยหรือส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ

โอกาสทอง SMEs ไทย รุกตลาดเพื่อนบ้านผ่านเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน

สิทธิประโยชน์ภายใต้กรอบการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ…ปัจจัยหนุน SMEs ไทย

สิทธิประโยชน์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษนำร่องทั้ง 5 แห่งนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐบาล ทำให้ยังไม่มีความชัดเจนนัก ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ทำการศึกษาแผนแม่บทจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด (ฉบับเดิม) ประกอบกับข้อมูลอ้างอิงจากแหล่งต่างๆ อาทิ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กระทรวงแรงงาน และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งสามารถสรุปถึงสิทธิประโยชน์ในเบื้องต้นที่คาดว่า SMEs จะได้รับ ดังนี้

1. สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentives)
คาดว่าผู้ประกอบการ SMEs จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเทียบเท่ากับกรอบสิทธิประโยชน์ของเขตส่งเสริมการลงทุนเขต 3 ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือมากกว่า (บีโอไอ เขต 3 พลัส) ซึ่งสิทธิพิเศษขั้นต่ำ อาทิ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 8 ปี ยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักร ยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบ หรือวัสดุจำเป็นส่วนที่ผลิตเพื่อการส่งออกเป็นระยะเวลา 5 ปี อนุญาตให้หักค่าติดตั้งหรือก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกจากกำไรสุทธิร้อยละ 25 ของเงินลงทุนในกิจการที่ได้รับการส่งเสริม และอาจขยายเวลาหรือเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์อื่นๆ ตามความเหมาะสม

2. ผลประโยชน์อื่นๆ (Non-Tax Incentives)
เป็นผลประโยชน์ซึ่งไม่ได้อยู่ในรูปของสิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยตรง อาทิ

2.1 มาตรการสนับสนุนการใช้แรงงานต่างด้าว
ภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษอาจมีมาตรการผ่อนผันให้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านสามารถเข้ามาทำงานในไทยตามขอบเขตที่กำหนดไว้อย่างถูกกฎหมาย อาทิ การใช้บัตรผ่านแดนชั่วคราวในการเดินทางข้ามฝั่งไปมาระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องการขาดแคลนแรงงานของภาคธุรกิจในไทยได้

2.2 การให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One stop service) การให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จจำแนกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่

1) การให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จบริเวณชายแดน เพื่อให้บริการตรวจปล่อยสินค้านำเข้า/ส่งออก และการเข้าออกของแรงงานต่างด้าว ให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว

2) การให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จบริเวณนิคมอุตสาหกรรม เพื่ออำนวยความสะดวกทางด้านเอกสารและให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการ SMEs ตั้งแต่ขั้นตอนอนุมัติโครงการ จนกระทั่งสิ้นสุดกระบวนการ

ทั้งนี้ หากพิจารณาสิทธิประโยชน์ของเขตเศรษฐกิจพิเศษในประเทศข้างเคียงของไทยอย่างเมียนมาร์ กัมพูชา สปป.ลาว และมาเลเซียแล้ว พบว่า ยังมีการให้สิทธิประโยชน์ในด้านการผ่อนผันการเช่าที่ดินหรือการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งสำหรับการตัดสินใจลงทุน จึงมีความเป็นไปได้ว่าการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษของไทยอาจมีการพิจารณาประเด็นดังกล่าวด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
ตุลาคม 2557